การรถไฟแห่งประเ์ทศไทย

 
เยี่ยมชมวันนี้ 3 [ ทั้งหมด 8,634 ]

         ความคืบหน้าโครงการ ช่วงฉะเชิงเทรา – คลองสิบเก้า – แก่งคอย ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2552
 
 19 พฤศจิกายน 2552 12:00 น.
           ณ 31 ตุลาคม 2552
อักษรสีแดงปรับปรุงใหม่เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552
  1. การรถไฟฯ ลงนามในสัญญาว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งประกอบด้วย บริษัท เอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด, บริษัท แปซิฟิค คอนซัลแทนส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, บริษัท โชติจินดา มูเชล คอนซัลแตนท์ จำกัด และบริษัท ปัญญา คอนซัลแตนท์ จำกัด เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2551 เพื่อศึกษาทบทวน ผลการศึกษาความเหมาะสม ปรับปรุง แบบรายละเอียด ประมาณการค่าใช้จ่ายในการดำเนินโครงการ จัดทำ เอกสารประกวดราคา และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ของโครงการก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางรถไฟสายชายฝั่งทะเลตะวันออก ช่วงฉะเชิงเทรา – คลองสิบเก้า – แก่งคอย ในวงเงินค่าจ้างรวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นเงินจำนวน 39,698,070.00 บาท
  2. บริษัทที่ปรึกษาเริ่มดำเนินงานเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2551 และเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์ (Final Report) เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2552 โดยได้แก้ไขเพิ่มเติมตามความเห็นของคณะกรรมการบริหารโครงการฯ แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2552
  3. การรถไฟฯ ได้จัดประชุมเผยแพร่ข้อมูลผลการศึกษาโครงการและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่โครงการ ได้แก่ ที่จังหวัดสระบุรี จำนวน 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม และ 22 ตุลาคม 2551 และที่จังหวัดนครนายก จำนวน 1 ครั้ง เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2551
  4. การรถไฟฯ ได้รายงานเสนอคณะกรรมการรถไฟฯ และได้รับความเห็นชอบการดำเนินโครงการ และวงเงินงบประมาณเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2552 ซึ่งการรถไฟฯ ได้รายงานเสนอกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2552 เพื่อพิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติดำเนินโครงการต่อไป
  5. สำหรับรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม การรถไฟฯ ได้นำส่งสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2552 เพื่อพิจารณาเสนอคณะกรรมการ ผู้ชำนาญการ (คชก.) พิจารณาก่อนนำเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กวล.) พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
ผลการศึกษาทบทวนโครงการ
  1. การสำรวจกำหนดแนวทางและการออกแบบรายละเอียดโครงสร้างทางรถไฟโครงการนี้เป็นการก่อสร้างทางคู่ภายในเขตทางรถไฟและขนานกับแนวทางรถไฟที่มีอยู่เดิม มีระยะทางประมาณ 106 กิโลเมตร รวมทางคู่เลี่ยงเมือง (Chord line) 3 แห่ง ที่ชุมทางฉะเชิงเทรา ชุมทางแก่งคอย และชุมทางบ้านภาชี ระยะทางรวมประมาณ 7.1 กิโลเมตร ซึ่งการออกแบบ เป็นไปตามมาตรฐานที่การรถไฟฯ ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยมีความกว้างของทาง 1.000 เมตร (Meter gauge) รองรับความเร็วขบวนรถสูงสุด120 กม./ชม. และรองรับน้ำหนักกดเพลาสูงสุด 20 ตัน
  2. ปัจจุบันทางรถไฟสายฉะเชิงเทรา - คลองสิบเก้า - แก่งคอย สามารถรองรับขบวนรถไฟขนส่งสินค้าได้เพียง 35 - 36 ขบวนต่อวัน ซึ่งเกินความจุของทางรถไฟที่จะรองรับได้ จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างทางคู่ เพื่อเพิ่มความจุทาง (Line Capacity ) ให้สามารถรองรับความต้องการการขนส่งได้อย่างเพียงพอ โดยเมื่อก่อสร้างทางคู่ไปถึงปากอุโมงค์ ที่เขาพระพุทธฉาย จะสามารถรองรับขบวนรถได้เพิ่มขึ้นเป็น 61 – 63 ขบวนต่อวัน ซึ่งจะทำให้ทางคู่สมบูรณ์ตลอดเส้นทาง จะสามารถเพิ่มความจุทางได้ในทางทฤษฎีได้สูงสุดถึง 420 ขบวนต่อวัน
  3. จากการวิเคราะห์ผลตอบแทนการลงทุน ได้ผลตอบแทนดังนี้ :
     
    กรณีไม่ก่อสร้างอุโมงค์เพิ่ม
    กรณีก่อสร้างอุโมงค์เพิ่ม
     
    (ร้อยละ ต่อปี)
    (ร้อยละ ต่อปี)
    อัตราผลตอบแทนทางเศรษกิจ (EIRR)
    17.81
    26.64
    อัตราผลตอบแทนทางการเงิน (FIRR)
    0.09
    6.66

              สรุปได้ว่า การดำเนินการก่อสร้างอุโมงค์เดี่ยวเพิ่มเติมคู่ขนานอุโมงค์เดิม เพื่อวางรางให้เป็นทางคู่อย่างสมบูรณ์ตลอดเส้นทางมีความเหมาะสมมากกว่ากรณีที่ไม่ก่อสร้างอุโมงค์เพิ่ม ซึ่งจะมีปัญหาในเรื่องความจุของทางในภายหน้า จึงควรเร่งดำเนินการก่อสร้างอุโมงค์เดี่ยวเพิ่มเติมทันทีให้สามารถรองรับกับความต้องการการขนส่งในอนาคตได้
  4. การก่อสร้างอุโมงค์เพิ่มคู่ขนานกับอุโมงค์เดิม ความยาวประมาณ 1,200 เมตร จะก่อสร้างลอดผ่านพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 4, 3, 1 เอ, และ 5 เป็นระยะทาง 332, 164, 546 และ 158 เมตร ตามลำดับ โดยในส่วนของปากอุโมงค์ด้านทิศเหนือและทิศใต้ ซึ่งมีสภาพเป็นที่ราบจะอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 4 และ 5 ส่วนการก่อสร้างและขุดเจาะอุโมงค์ทางเดี่ยวคู่ขนานจะลอดผ่านใต้แนวสันเขา ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ และ 3 แต่เนื่องจากในการก่อสร้างได้เลือกใช้วิธีการก่อสร้างแบบ New Austrian Tunneling Method (NATM) ที่ลดการขุดเปิดหน้าดินและสามารถควบคุมการระเบิด ซึ่งจะลดผลกระทบด้านฝุ่นละออง – เสียง – การสั่นสะเทือนได้เป็นอย่างดี จึงไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ อีกทั้งไม่มีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ในพื้นที่ก่อสร้างและพื้นที่ใกล้เคียง
  5. เนื่องจากการขุดเจาะอุโมงค์ลอดใต้สันเขาที่ปกคลุมด้วยพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ ถือเป็นการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ ซึ่งจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรี ในเรื่องการผ่อนผันยกเว้นมติคณะรัฐมนตรีเดิมที่เคยห้ามใช้ประโยชน์ใน พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ เพื่อสงวนรักษาไว้ให้เป็นต้นน้ำลำธารก่อน จึงจะเริ่มงานก่อสร้างได้ ดังนั้น เพื่อไม่ให้ส่งผล กระทบต่อแผนการดำเนินงานก่อสร้างโดยรวม จึงกำหนดแบ่งงานก่อสร้างที่จะดำเนินการออกเป็น 2 สัญญา ดังนี้
    สัญญาที่ 1
    งานสร้างทางใหม่ จำนวน 1 ทาง (ไม่รวมช่วงอุโมงค์พระพุทธฉาย) ประกอบด้วย
       - งานก่อสร้างทางรถไฟคู่ขนานเส้นทางเดิม จากสถานีฉะเชิงเทรา ถึงสถานี แก่งคอย ยกเว้นบริเวณเขาพระพุทธฉาย รวมระยะทางประมาณ 97 กิโลเมตร
       - งานก่อสร้างทางคู่เลี่ยงเมือง (Chord Line) 3 จุด ที่ชุมทางฉะเชิงเทรา ชุมทางแก่งคอย และชุมทางบ้านภาชี รวมระยะทาง 7.1 กิโลเมตร
       - งานสะพานรถไฟคอนกรีตเสริมเหล็ก 57 แห่ง รวมความยาวประมาณ 4,673 เมตร
       - งานสะพานรถยนต์ข้ามทางรถไฟ เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 แห่ง รวมความยาวประมาณ 212 เมตร
       - งานติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม - งานปรับปรุงทางรถไฟในอุโมงค์พระพุทธฉาย เพื่อรองรับปริมาณการจราจรที่เพิ่มขึ้น
    สัญญาที่ 2
    งานก่อสร้างอุโมงค์และวางรางช่วงอุโมงค์พระพุทธฉาย ประกอบด้วย
       - งานก่อสร้างทางรถไฟโดยเริ่มจากหลังสถานีวิหารแดงที่ กม.139+020 ไปสิ้นสุดที่ กม. 148+390 ก่อนเข้าสถานีบุใหญ่ รวมระยะทางประมาณ 9 กม.
       - งานก่อสร้างอุโมงค์เดี่ยวคู่ขนานบริเวณเขาพระพุทธฉาย ซึ่งลอดผ่านพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ ตั้งแต่ประมาณ กม.147+100 ถึง กม.148+307 รวมระยะทางประมาณ 1.2 กม.
       - งานสะพานรถไฟคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 แห่ง รวมความยาวประมาณ 60 เมตร
      - งานติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม โดยอุปกรณ์ที่จัดซื้อไว้แล้วในสัญญาที่ 1

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
เส้นทางคู่การรถไฟฯ ปัจจุบัน 2550
ผังเส้นทางคู่การรถไฟฯ